MyFanFic

ชื่อเรื่อง : Precious Memory

ประเภท : ไม่ระบุ

ช่วงเวลา : หลังภาค 3

Note : ก่อนอื่นก็ต้องยินดีด้วยกับงานหมั้นของพี่ทริสนะครับ ขอให้ท่านพี่มีความสุขสุดๆ นี่คือของขวัญวันหมั้นที่ทำเอาแทบกระอักไปเลยนะพี่ รับไปก็อย่าลืมคอมเม้นท์มาละกันนะครับ (ต่อไปจะพูดถึงผู้อ่านทุกท่าน) ฟิกเรื่องนี้เป็นเรื่องของแอลเอฟเรื่องแรกก็แต่งเต็มที่เลยนะครับ (นี่ถ้าไม่เห็นว่าพี่ทริสเควสท์มาเป็นของขวัญวันหมั้นนี่คงไม่มีวันแต่งคู่นี้แน่ เพราะแค่จะคิดยังไม่เคย) ก็ถ้าเกิดว่ามีตัวละครตัวไหนที่จะหลุดคาแรกเตอร์เนี่ยก็คงเป็นลอเรนซ์ตัวแรกเลยล่ะ เพราะฉะนั้น ทำใจไว้ซะเถิดว่าลอเรนซ์จะเปลี้ยนไป๋ ตอนแรกนึกว่าจะแต่งไม่รอดด้วยความที่ขัดกับใจตัวเองอะนะ แถมตอนแต่งเนี่ยพล็อตแรกกับพล็อตใหม่ตีกันในหัว แต่ปรากฏว่ามันเอามาผสมกันได้แม้จะสะเปะสะปะและดูไร้เหตุผลไปนิด แต่ก็ทำให้ออกมายาวเหยียดได้ขนาดนี้ สนุกไม่สนุกยังไงก็คอมเม้นท์มาเลยนะครับ ^^ ข้าน้อยรับคำวิจารณ์เต็มที่

ในคืนจันทร์เต็มดวง...

เรื่องประหลาดก็มักจะเกิดขึ้น...

จึงไม่น่าสงสัยหากเรื่องประหลาดในคืนจันทร์เต็มดวงจะเกิดขึ้นในโรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก...

และในคืนจันทร์เต็มดวงคราวนี้...

เรื่องประหลาดนั่นทำให้ใครบางคน... มีความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน

ความทรงจำที่มีค่า... ที่จะตราตรึงในใจ... ไปตราบสิ้นลมหายใจ...

+ + + +

ท่ามกลางแสงนวลตาของจันทร์เต็มดวงในยามค่ำคืน ชายหนุ่มร่างสูงกำลังออกเดินตรวจความเรียบร้อยบริเวณรอบๆ ป้อมอัศวิน ผมสีทองปลิวไสวตามแรงลมเอื่อยที่พัดผ่านมา นัยน์ตาสีอเมธิสต์สอดส่ายไปทั่วตามปกติ หากแต่คืนนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เล็กน้อยก็ตรงที่เขาสามารถสลัดไอ้ปลิงบ้าๆ ออกไปได้ เนื่องจากวันนี้เป็นเวรเฝ้าปราสาทเอดินเบิร์กของปราการปราชญ์ แต่หนึ่งในสี่ผู้คุมกฎเกิดไม่สบายกะทันหัน คนไม่พอเฝ้า หัวหน้าปราการแสนสวยผู้ประจักษ์ถึงฝีมือของซาตานแห่งป้อมอัศวินเลยมาเจรจากับเสนาธิการฝ่ายซ้ายเพื่อขอยืมตัวไปช่วยเฝ้า ไอ้โรคสุภาพบุรุษของเสนาธิการก็พุ่งกระฉูดยอมให้ยืมตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข นักบวชแห่งป้อมอัศวินจึงต้องออกเดินตรวจตราเพียงลำพังโดยไร้เงาของซาตานคู่หู

คืนนี้สบายจริงๆ ว่างๆ คงต้องไปขอบใจวีชาสักหน่อยที่แยกไอ้หมอนั่นไปไกลๆ สักพักได้

คิดพลางกระตุกมุมปากเล็กน้อยอย่างชอบใจ ไม่ใช่ว่ารังเกียจที่โดนตามเสมอ แต่บางครั้งก็ต้องการความเป็นส่วนตัวบ้างก็เท่านั้นเอง

คืนนี้ก็ไม่มีอะไรตามเคย ดีจริง...

คิดจบไม่ทันไร ก็ปรากฏเสียงประหลาดห่างไปจากที่เขายืนไม่ไกลนัก เขาจึงรีบสาวเท้าไปดูทันที

สวบ!

พุ่มไม้ตรงหน้านั่นเอง...

หนุ่มนักบวชผู้คุมกฎเดินตรงไปแหวกออกดูก็พบต้นเสียงตามที่คิด ใครบางคนกำลังนั่งคุดคู้พยายามหลบอย่างเต็มที่อยู่ด้านหลังพุ่มไม้

ใครบางคนที่เคยทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกับร่างนี้เมื่อคราวประชุมกษัตริย์ที่เขาไปเป็นองครักษ์ให้จักรพรรดินีแห่งเวนอล แม้จะพยายามเลิกคิดไปตั้งแต่ที่รู้ว่าเจ้าหล่อนมีใครอยู่ในหัวใจแล้ว แต่เมื่อวันนี้ได้มาพบกันใกล้ๆ กลับทำให้ความรู้สึกนั่นปะทุขึ้นมาอีกครา

สาวน้อยที่มีผมสีน้ำตาลยาวพอประมาณ นัยน์ตาสีน้ำตาลกลมโต ดวงหน้าเรียวได้รูปพร้อมกับรอยแผลเป็นจางๆ ใต้ตาซ้าย แม้โดยรวมจะไม่ถึงกับสวยนักแต่เจ้าหล่อนกลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาหลงใหลได้โดยที่ไม่รู้ตัว

เอ่อ... สวัสดีครับรุ่นพี่ลอเรนซ์ เสียงทักพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ จากร่างบางตรงหน้าให้เขาต้องส่ายหัววืดอย่างปลงอนิจจัง เป็นผู้หญิงมาก็นานพอควรแล้วยังไม่รู้จักหัดพูดจาประสากุลสตรีสักที คืนนี้อากาศดีนะครับ

บทสนทนาที่ไม่ได้ชวนให้สถานการณ์ดูดีขึ้นไปกว่าเดิมเลยสักนิด ลอเรนซ์ยังคงจ้องร่างบางตรงหน้าตาเขม็ง จนคนโดนจ้องน้ำลายฝืดคอไปซะเฉยๆ

ถ..ถ้ารุ่นพี่ไม่ว่าอะไร ผมขอตัวนะครับ ว่าพลางก็ขยับตัวลุกขึ้นเตรียมใช้วิชาก้นหีบของพ่อบุญธรรมเพื่อหนีไปจากคนตรงหน้า

ทำไมเพิ่งกลับป้อมเฟริน ลอเรนซ์ถามเสียงเครียด นัยน์ตาคู่คมสีอเมธิสต์จ้องตรงไปยังดวงตากลมโตสีน้ำตาลอย่างคาดคั้นจนคนตรงหน้าทนไม่ไหวต้องหลบตาไปเสียดื้อ รู้ไหมว่าผิดกฎ

ก..ก็บอกแล้วไงครับว่าคืนนี้มันอากาศดี เลยออกมาเดินเล่นกินลมชมวิวไปอย่างนั้นแหละครับ เฟริน หรืออีกนัยหนึ่งเจ้าหญิงเฟลิโอน่าตอบกลับขณะที่ไม่ยอมสบตา

ฟังก็รู้ว่าโกหก แล้วดูสภาพเข้า หนีไปเที่ยวนอกโรงเรียนแล้วเพิ่งจะกลับมาใช่ไหมล่ะ เดาไปตามความคิด แต่กลับทำให้สาวน้อยสะดุ้งเฮือก เพราะมันดันตรงกับความจริง

โธ่รุ่นพี่อย่าทำตัวเป็นเหมือนไอ้คาโลหน่อยเลยครับ ปล่อยผมไปเถอะนะ เนี่ยเดี๋ยวกลับขึ้นห้องก็คงเจอไอ้คาโลมันยืนรอด่าผมอยู่หน้าห้อง อย่าลงโทษผมเลยนะ คนอ้อนวอนยกมือไหว้ประหลกๆ

ดูท่าว่าแม้แต่เจ้าชายคาโลก็ยังปรามนายไม่ได้สินะ ลอเรนซ์ยังเสียงเข้มอย่างไม่สนใจท่าทีอ้อนวอนของคนตรงหน้า อย่างนี้มันก็ควรจะถูกจัดการเสียหน่อยแล้วล่ะมั้ง

ง่า รุ่นพี่... เฟรินกล่าวเสียงอ่อยก่อนจะตะโกนขึ้น อ๊ะ นั่นอะไรน่ะ

นักบวชหนุ่มฉลาดก็จริง แต่ก็ไม่ทันคนตรงหน้า แม้มุขนี้จะเคยโดนใครบางคนใช้บ่อยแล้วก็ตาม เขาก็ยังหลงกลอยู่ดี สุดท้ายสาวน้อยก็ใช้วิชาตีนเบาหลบหนีไปเสียได้

เฮ้อ... ลอเรนซ์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยักไหล่แล้วออกเดินตรวจต่ออย่างช่วยไม่ได้

ตรวจเสร็จแล้วไปนอนดีกว่า...

ท่ามกลางความมืดที่ถูกทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวอยู่ด้านหลัง มีอะไรบางอย่างกำลังแย้มรอยยิ้มกว้างอย่างสนุกสนาน

+ + + +

นักบวชหนุ่มกลับเข้าห้องแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเข้านอน

โอ้ย เที่ยงคืนแล้วหรือเนี่ย ลอเรนซ์หยิบนาฬิกาบนหัวเตียงขึ้นมาดู ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน เมื่อหัวถึงหมอนก็ถึงกับหลับสนิทไปเกือบจะทันควัน

เพียงชั่วครู่ สายลมก็พัดวูบเข้ามาภายในห้องราวกับมีใครหรืออะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาจากทางหน้าต่าง หากแต่คนหลับสนิทก็ไม่ได้รู้สึกตัว

เสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน

ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์แบบนี้ก็ได้เกิดขึ้นที่ห้องพักของใครบางคนด้วยเช่นกัน

แล้วเรื่องราวบางอย่างก็เกิดขึ้น...

+ + + +

กลิ่นหอมอบอวลลอยตามลมมาแตะจมูกให้รู้สึกสดชื่น คนที่หลับไปเพราะความอ่อนเพลียจึงอยู่ในสภาพที่พร้อมจะตื่น แล้วนักบวชหนุ่มก็ค่อยขยับเปลือกตาบางก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบตัวอย่างประหลาดใจ

ก็จะไม่ให้ประหลาดใจได้ยังไงในเมื่อบรรยากาศรอบด้านมันไม่ใช่ที่ที่ควรจะเป็น

ก็จำได้ว่านอนที่ห้องนี่นา...

คิดพลางกวาดสายตามองไปรอบตัว ดอกไม้หลากสีสันต่างพากันแข่งขันชูช่อออกดอกอย่างสวยงาม กลิ่นหอมที่ปลุกเขาก็มาจากดอกไม้พวกนี้นั่นเอง

ไม่ทันจะได้เดินสำรวจ นัยน์ตาคมก็สังเกตเห็นร่างหนึ่งนอนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ลอเรนซ์จึงรีบวิ่งไปที่ร่างนั้นทันที

เฟริน... เฟริน... ลอเรนซ์ตะโกนเรียกสุดเสียงขณะที่วิ่งเข้าไปหา ก็ถ้าเกิดเขาต้องมาเห็นเธอตายตรงหน้า คงจะทำใจได้ยาก

เฟริน... เฟริน... ลอเรนซ์เขย่าร่างบางเบาๆ หากแต่คนตรงหน้าก็ไร้ปฏิกิริยาตอบกลับใดๆ ลอเรนซ์จึงค่อยๆ ก้มหน้าลงเพื่อเอาหูทาบที่หน้าอกฟังเสียงหัวใจ

ขณะนั้นเองแพขนตาหนาสีน้ำตาลของสาวน้อยก็กลับขยับ และเปลือกตาบางก็เปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็ทันเห็นว่ามีใครบางคนกำลัง... ก้มลงจะเอาหน้าซุกกับอกของเธอ

สัญชาตญาณลูกผู้หญิงพุ่งปรี๊ด เจ้าหล่อนหน้าแดงแล้วรีบลุกขึ้นผลักคนตรงหน้าออกไปทันที ก่อนจะร้องกรี๊ดออกมาและทุบตีคนตรงหน้าอย่างไม่คิดจะดูเลยว่าเป็นใคร และทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร...

นี่แกจะทำอะไรฉัน... ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต เฟรินร้องไปทุบไป คำสบถก่นด่ามากมายหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาอย่างที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าจะเป็นคำพูดของคนที่มีฐานันดรเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งเมืองใหญ่อย่างบารามอส

โอ๊ยๆ อะไรเนี่ย ลอเรนซ์ยกมือขึ้นกันการโจมตีจากคนตรงหน้าก่อนจะฉวยโอกาสคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของคนตรงหน้าให้หยุดทุบตีเสียที หยุดได้แล้วเฟริน

เสียงตะโกนอย่างคนหมดความอดทนให้คนที่อายเกินเหตุต้องหยุดทุบตีแล้วลืมตาขึ้นมอง...

มองคนตรงหน้าที่ไม่เคยได้มองหน้าตาให้ชัดๆ

แสงสว่างกระทบผมสีทองและเค้าหน้าให้ดูละมุน แม้ใบหน้าและดวงตาจะมีความกระด้างจนทำให้ไม่อยากเข้าใกล้ แต่เมื่อได้มองใกล้ๆ จริงๆ แล้ว ใบหน้านั่นกลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนอย่างประหลาด ดวงตาถึงจะกระด้างแต่ก็แฝงประกายของความห่วงใย ยิ่งจ้องก็ยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนผะผ่าวขึ้นทุกที

ดวงหน้าขาวของสาวน้อยเริ่มขึ้นสีให้คนตัวใหญ่ต้องแปลกใจ ก่อนที่เจ้าหล่อนจะสะบัดข้อมือออกจากมือใหญ่และหันหน้าหนีไปทางอื่น

ข..ขอโทษครับ เฟรินเอ่ยเสียงเบา แล้วความเงียบก็โรยตัวลงช้าๆ เพราะร่างบางอยู่ในอาการเขิน ส่วนนักบวชหนุ่มก็งุนงงอยู่กับท่าทีของคนตรงหน้า ด้วยไม่ค่อยจะเก่งเรื่องเดาใจคนสักเท่าไหร่

แต่แล้วเมื่อเฟรินมีสติพอที่จะมองไปรอบๆ แล้วใช้สมองคิด เธอก็ตะโกนอุทานอารามตกใจอย่างไม่สมหญิง พาลเอาคนตกใจยากอย่างลอเรนซ์ถึงกับสะดุ้งไปได้

เฮ้ย! ร้องพลางลุกพรวด ก่อนจะหัวเราะพรืดกับท่าทีของคนตรงหน้า น..นี่รุ่นพี่สะดุ้งเลยเหรอเนี่ย

ก็แหงสิ เป็นบ้าอะไรจู่ๆ ถึงได้ลุกพรวดพราดขึ้นมาแบบนี้ หา! แถมยังตะโกนโหวกเหวกซะน่าเกลียดเชียว ลอเรนซ์ส่งสายตาหงุดหงิดกลับไป แต่คราวนี้ไม่ได้ผลเพราะคนตรงหน้ายังคงหัวเราะต่อ หยุดได้แล้วๆ ตกลงโวยวายทำไม

อ้าว ก็ไม่ได้สังเกตหรือไงครับว่านี่มันไม่ใช่เอดินเบิร์ก แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมตกใจได้ยังไงล่ะ เฟรินพูดเสียงสั่นเพราะกำลังกลั้นหัวเราะไปด้วยอย่างยากลำบาก

ก็สังเกตน่ะสิ แต่สังเกตเห็นนายสลบอยู่ด้วยก็เลยวิ่งมาเรียกนายก่อน ลอเรนซ์ตอบ หรือนายจะให้ฉันทิ้งนายไว้ที่นี่คนเดียว

เอาไงก็ได้ ผมโตมาอย่างพวกเร่ร่อนอยู่แล้ว เฟรินยักไหล่

อยู่โดยไม่มีอาวุธอะไรสักอย่างเดียวนอกจากคทาเนี่ยนะ ลอเรนซ์พยักเพยิดให้สาวน้อยมองดูตัวเอง

ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะตอนเข้านอนคงไม่มีใครบ้าคาดดาบไว้กับตัว ส่วนไอ้คทาพิชิตโลกันต์ของเธอติดตัวมาด้วยก็เพราะว่าตอนนอนเธอเอามันมาทำหมอนข้างไปซะนี่

ก็ยังดีแหละน่า ผมยังมีคทาแต่พี่เถอะ ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่นา เฟรินพูดด้วยน้ำเสียงกระทบกระเทียบ หากแต่ลอเรนซ์กลับกระตุกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างผู้ชนะ

ลืมไปหรือไงว่าแค่คัมภีร์นี่ฉันก็ฆ่านายที่ใช้คทานั่นได้แล้ว ลอเรนซ์ล้วงเอาคัมภีร์มนตร์สวรรค์ในเสื้อคลุมออกมาโชว์ให้ดู

ก็มันเป็นคัมภีร์นี่นา พี่ก็เก็บติดตัวได้ตลอดเวลาน่ะสิ เฟรินพูดอย่างคนที่ถูกเอาเปรียบ ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำเสียงของคนอยากรู้ ว่าแต่พี่บอกว่ามีแค่คัมภีร์ก็ได้แล้ว แสดงว่าไอ้กริชเงินที่พี่ใช้อย่างไม่กลัวหมดเนี่ย ก็มาจากมนตร์ในคัมภีร์สิ

สายตาเจ้าเล่ห์ที่แม้แต่นักบวชอย่างเขายังต้องรู้สึกหวั่นๆ จ้องมาที่คัมภีร์ของเขาอย่างสงสัยว่ามันคงกำลังประเมินราคาคัมภีร์อยู่แน่ๆ ลอเรนซ์เลยรีบเก็บเข้าไปในเสื้อคลุมทันที

ไม่ต้องยุ่ง เรื่องของฉัน ลอเรนซ์หันหลังเริ่มออกเดินทันที

อ้าว รุ่นพี่จะไปไหนน่ะ เฟรินถามอย่างตกใจเพราะกลัวจะถูกทิ้ง

ก็ไปดูรอบๆ น่ะสิ หรือจะนั่งรอเฉยๆ ตรงนี้ ลอเรนซ์ตอบอย่างหงุดหงิดตามนิสัย หรือกำลังคิดว่า ตัวเองเป็นเจ้าหญิงแสนสวยที่รอให้เจ้าชายน้ำแข็งขี่ม้าขาวมาช่วย

โธ่ รุ่นพี่ แค่นี้ก็ต้องพูดประชดกันด้วย เฟรินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เรื่องอะไรจะนั่งรอให้โง่ เกิดอะไรขึ้นมามีหวังตายลูกเดียว

ถ้างั้นก็ตามมา ลอเรนซ์ออกเดินต่อโดยไม่สนใจคนตามหลัง แม้จะลดความเร็วของย่างก้าวลงเพื่อรอให้คนที่มัวแต่มองดูรอบๆ ตามมาทันก็เถอะ

แม้จะออกเดินไปแล้วครู่ใหญ่ๆ ทิวทัศน์รอบด้านก็ยังคงเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่บานสะพรั่งอยู่รอบตัว สิ่งมีชีวิตที่พบเจอมีแต่ผีเสื้อ ผึ้ง ที่บินวนเวียนอยู่รอบๆ และนานๆ ครั้งก็จะมีกระต่ายขนปุยสีขาวผุดออกมาให้เห็นแว่บหนึ่งก่อนจะหายวับไปอย่างรวดเร็ว นักบวชหนุ่มเริ่มเครียด ในขณะที่เจ้าหญิงหัวขโมยยังรื่นเริงอยู่กับธรรมชาติรอบตัว

นี่นายไม่รู้สึกแปลกใจบ้างเลยหรือไงกันที่เหมือนว่าเราเดินเท่าไหร่ก็ไม่พ้นจากสวนดอกไม้นี่สักที ลอเรนซ์หันหลังกลับไปพูดขึ้น เมื่อความอดทนที่มีน้อยนิดขาดสะบั้นลง มัวแต่วิ่งไล่ไอ้กระต่ายบ้าที่แว่บไปแว่บมาอยู่นั่นล่ะ

โธ่ รุ่นพี่อย่าคิดมากเลยน่า วิวสวยดีออก ยังไงซะเดินต่อไปอีกพักก็คงถึงที่ไหนสักแห่งแล้วแหละ เฟรินพูดอย่างคนที่ยังรู้สึกสบายๆ ก่อนที่จะชี้นิ้วไปตรงหน้า นั่นไง เริ่มมีป่าให้เห็นแล้วตรงนั้นน่ะครับ

ลอเรนซ์หันไปตามมือแล้วก็ต้องเบิ่งตากว้างอย่างงุนงง ก็ไอ้เมื่อครู่นี้ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไปว่าเฟริน ข้างหน้าก็ยังไม่มีอะไรนี่นา แล้วนี่ทำไมจู่ๆ ถึงมีไอ้สีเขียวๆ ของป่าใหญ่อยู่ตรงลิบๆ นั่นได้ล่ะเนี่ย

หรือว่า... จะเป็นฝีมือของอะไรบางอย่าง...

คิดได้ไม่นานก็ต้องเลิก เพราะตัวยุ่งมันวิ่งตรงไปทางป่าข้างหน้าแล้ว ลอเรนซ์จึงต้องรีบตามไป ทั้งที่ยังคงแปลกใจอยู่เล็กน้อย

โอ้ ป่าทึบน่าดูเลยนะเนี่ย เฟรินเปรยขึ้น สงสัยจังว่าในนี้จะมีอะไรหรือเปล่า

ด... ลอเรนซ์ที่ตามหลังมารีบตะโกนห้าม แต่ก็ไม่ทันการณ์ เฟรินเดินฉับๆ เข้าไปในป่าทึบนั่นซะแล้ว

ไม่ทันที่จะถึงป่าดี เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของเฟรินก็ดังลั่นออกมาจากป่าทึบให้คนที่อยู่ภายนอกรู้สึกเป็นกังวลยิ่งนัก

เฟริน... ตะโกนเสียงลั่นแล้วรีบพาตัวเองเข้าไปในป่า พลางล้วงคัมภีร์คู่ใจที่อยู่ในเสื้อคลุมออกมาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์

ลัน..ลัน..ลา...

เสียงร้องเพลงอย่างไพเราะของอะไรบางอย่างใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดลอเรนซ์ก็ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ก็พบแมนติคอร์หิวโหยฝูงหนึ่งกำลังยืนล้อมร่างบางของเฟรินที่นอนทรุดอยู่กับพื้น ขณะที่มือขวาก็กุมที่หัวไหล่ซ้ายของตัวเองอย่างทรมาน (แมนติคอร์มีหัวเหมือนมนุษย์ และมีหางเหมือนแมงป่อง ลำตัวมีสีแดงและคล้ายสิงโต สามารถบินได้)

ร..รุ่นพี่... ช่วยผมด้วย เฟรินร้องขอความช่วยเหลืออย่างทรมาน นักบวชหนุ่มก็เลือดขึ้นหน้าสั่งคัมภีร์ให้คลี่ออกพร้อมสู้ทันที

คัมภีร์มนตร์สวรรค์ อาวุธคู่กายคลี่สะบัดออกทันที แล้วเจ้าตัวก็พึมพำร่ายมนตร์ ขณะที่ฝูงแมนติคอร์ก็บินเข้ามาหาเหยื่อใหม่ แต่ไม่ทันที่จะได้ประชิดตัว พายุกริชสีเงินก็ผุดขึ้นอย่างไร้ที่มา พุ่งตรงเข้าเฉือนเนื้อเถือหนังฝูงสิงโตแดงอย่างไม่ปรานีปราศรัย แม้ผิวหนังของเหล่าแมนติคอร์จะสามารถกันเวทมนตร์ได้ แต่หากเป็นเวทมนตร์ที่เสกอาวุธขึ้นมาโจมตีโดยตรงก็ทำให้เหล่าแมนติคอร์ต้องถูกแล่เนื้อออกเป็นชิ้นๆ อย่างช่วยไม่ได้

ก็แค่แมนติคอร์ธรรมดา... ลอเรนซ์ปาดเหงื่อและเป่าลมออกจากปากอย่างโล่งอก ก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของสาวน้อยตรงหน้า

แผล..ใหญ่มากเลยนะเฟริน ลอเรนซ์พูดเสียงสั่นอย่างเริ่มใจหาย ตามปกติแล้วถ้าไม่ได้โดนแมนติคอร์ต่อยหรือกินเข้าไปแล้ว คนที่ได้รับบาดเจ็บจากพวกแมนติคอร์ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย แต่นี่... บาดแผลของที่หัวไหล่ของเฟรินกลับเหวอะหวะ และดูเหมือนกับว่าเนื้อสีแดงของเธอจะค่อยๆ ถูกกัดไปเรื่อยๆ และแผลก็ลามใหญ่ขึ้น

นี่ผ..ผมจะป..เป็นอะไรไหมครับ เฟรินพูดอย่างอ่อนแรง ขณะที่มองดูแผลตัวเอง แล้วหันมายิ้ม ถึงจะเป็นแบบนี้..ก็ไม่มีอะไร..ใช่ไหมครับ ลอเรนซ์เงยหน้าขึ้นมองคนพูดอย่างแปลกใจ ค..คาโลเคยบอกผมไว้.. ว่าถ้าไม่ได้โดนม..แมนติคอร์ต่อย...หรือถูกกินแล้วล่ะก็... เฟรินเว้นช่วงหายใจสักพักก่อนจะพูดต่อ พ..พวกที่โดนทำร้ายจะไม่เป็น..อะ..ไร...

ช..ใช่ คาโลไม่ได้โกหกนายหรอก ลอเรนซ์รีบพยักหน้ารับ แม้ในใจจะกำลังแอบอิจฉาเจ้าชายคาโลอยู่ลึกๆ ก็ตามที

ถ้าอย่างนั้น..ผมขอนอนก่อนนะครับ... ปวดเหลือเกิน..หวังว่า..ถ้าผมตื่นขึ้นมา...คงจะหายดี... คาโลจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง... สิ้นคำสุดท้ายเฟรินก็หลับตาลงทันที ร่างบางทิ้งน้ำหนักตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ที่ยังไม่กระแทกกับพื้นได้ก็เพราะมือใหญ่คอยประคองเอาไว้นั่นเอง

แม้แต่คำสุดท้าย... คนที่นายนึกถึงก็ยังเป็นเจ้าชายคาโล...

นึกแล้วก็ให้ปวดใจ ในขณะที่กำลังสิ้นหวังเสียงหัวเราะคิกคักของอะไรบางอย่างก็ดังขึ้นใกล้ตัว

ใครน่ะ ลอเรนซ์ถามเสียงเครียดพลางหันไปรอบตัว

เธอคนนั้นน่ะไม่ตายหรอก เสียงแหลมเล็กก้องมาจากรอบด้าน

รู้ได้ยังไง หรือว่านี่จะเป็นฝีมือเธอ ลอเรนซ์ถาม ทั้งยังไม่ยอมหยุดหันไปรอบๆ

ก็ไม่เชิง ว่าแต่แมนติคอร์พวกนี้น่ะพิเศษนะ โดนแบบนั้นไปน่ะ เจ้าหล่อนตื่นขึ้นมาก็คงจะความจำเสื่อม เสียงแหลมนั่นตอบกลับมาอีก

ความจำเสื่อม... ลอเรนซ์พูดทวนเบาๆ ก่อนจะตะโกนถามกลับ แล้วอย่างนี้มีวิธีแก้ไหม

มี เธอก็แค่ไปเอาน้ำจากแม่น้ำแห่งความจำตรงจุดกำเนิดแสงของโลกนี้ แล้วคนรักของเธอก็จะฟื้นขึ้นมา

คนรัก... ใครว่ากันล่ะ ฉันไม่ใช่คนรักของเฟริน ลอเรนซ์รีบแก้ตัวทันควัน เฟรินน่ะ มีคนรักแล้วซึ่งมันก็ไม่ใช่ฉัน

อ้าว ถ้าอย่างนี้ไม่ดีหรือไง หล่อนความจำเสื่อม เธอก็สวมรอยเป็นแฟนแทนซะเลยเป็นยังไง ไม่ดีหรือ

คำถามกลับที่คนรับข้อเสนอเริ่มเงียบเพื่อครุ่นคิด

ถ้าเฟรินลืมทุกสิ่ง แม้แต่เจ้าชายคาโล... แล้วในโลกนี้ที่มีแค่เราสองคน...

ถ้าอย่างนั้น...

ลอเรนซ์อุ้มร่างบางไว้ในอ้อมแขนแล้วลุกขึ้น

ว่าแต่ถ้าเป็นฝีมือเธอจริงๆ จะปล่อยพวกเราออกไปจากที่แห่งนี้เลยได้ไหม

ก็ได้ แต่ว่าถ้าเธอออกไปตอนนี้ความทรงจำของแม่นี่ก็จะไม่มีวันกลับมาอีก เพราะน้ำที่จะทำให้ฟื้นความทรงจำได้มีอยู่ในที่แห่งนี้เพียงที่เดียวเท่านั้น

คำตอบที่ทำให้ลอเรนซ์ต้องคิดหนัก ถ้าอย่างนั้นฉันขออยู่ที่นี่สักพัก ว่าแต่เธอช่วยหาที่อยู่ให้พวกเราหน่อยจะได้ไหม

ก็ได้... เสียงแหลมเล็กตอบกลับ แล้วป่าทึบก็หายไป เหลือเพียงทุ่งหญ้า และสวนผัก พร้อมด้วยกระท่อมเล็กๆ ที่พอจะให้คนสองคนอาศัยอยู่ด้วยกันได้

ขอบใจ... ลอเรนซ์พูดเบาๆ แล้วพาร่างของเฟรินเดินเข้าไปในกระท่อมนั่นรอเวลาฟื้นขึ้นมา

จริงอย่างที่เสียงปริศนานั่นว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เฟรินก็ฟื้นขึ้นมา ด้วยสภาพของคนที่ไร้ความทรงจำใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่คำพูด...

ลอเรนซ์เริ่มใช้เวลาในการสอนให้เฟรินพูด พาเฟรินเดินดูรอบๆ บริเวณกระท่อมหลังน้อย พาไปเล่นกับเจ้ากระต่ายสีขาวปุกปุยที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในสวนดอกไม้ พาเดินเที่ยวในโลกไม่รู้จบของเสียงปริศนานั่น ในโลกนั้นไม่มีกลางวันกลางคืน เพราะแสงไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ หากแต่เป็นบริเวณเล็กๆ ที่เปล่งประกายสว่างจ้า แต่ไม่แสบตา ลอเรนซ์เคยเดินไปดูมารอบนึงแล้วในขณะที่ปล่อยให้เฟรินหลับ เพราะเขาคิดว่า เผื่อต้องการจะใช้น้ำจากแม่น้ำแห่งความทรงจำจะได้มาถูกทาง เมื่อเวลาผ่านไปเฟรินก็เริ่มกลับมาพูดได้อีกครั้ง

พี่ลอเรนซ์ ดูนี่สิ วันนี้เค้าจับกระต่ายน้อยได้แล้วนะ เฟรินวิ่งกลับมาอย่างดีใจ ขณะที่อุ้มเจ้าตัวปุกปุยสีขาวไว้ในอ้อมแขน

ลอเรนซ์ที่กำลังนั่งคุดคู้ขุดดินทำสวนผักอยู่ ก็เงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะก้มหน้าลงไปทำงานต่อแล้วพูดแซวกลัวเสียงหัวเราะ (จะบอกอะไรให้ ลอเรนซ์อะ เอากริชสีเงินมาขุดดินเชียวนะ เพราะมันหาจอบไม่ได้)

ถ้าอย่างนั้นก็เอามาทำกระต่ายปิ้งกินกันซะเลยสิ เฟลิโอน่า

ได้ยินดังนั้นสาวน้อยก็รีบเชิดหน้าพลางทำแก้มป่องทันที ชิ พี่ลอเรนซ์ใจร้าย สาวเจ้ามองไปที่กระต่ายน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน เธอลูบหัวเจ้าปุกปุยนั่นเบาๆ เราไปเล่นกันที่อื่นดีกว่าเนอะ

ว่าแล้วเฟรินก็วิ่งไปเล่นที่สวนทางหลังกระท่อม ทิ้งให้ลอเรนซ์นั่งทำสวนครัวต่ออย่างอารมณ์ดี

ชีวิตปกติธรรมดา... ถ้าเป็นได้แบบนี้จริงๆ คงดีไม่น้อย...

แต่แล้วชีวิตปกติของลอเรนซ์ก็ต้องเริ่มสั่นคลอน เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนไป แม้ที่นี่จะไม่มีวันคืน แต่เพื่อจะอำนวยความสะดวกให้ลอเรนซ์ในการทำสวนผักหาอาหารกินไปวันๆ ก็ต้องมีการสร้างฤดูกาลขึ้นมาเป็นปกติ

พี่ลอเรนซ์... หนาวจังเลย... เสียงใสร้องขณะนอนหนาวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม ทั้งๆ ที่ผ้าห่มก็หนาขนาดนี้แล้ว แต่ก็ความหนาวก็ยังคืบคลานเข้ามาได้

มานี่สิ เฟลิโอน่า ลอเรนซ์เรียกคนข้างตัวให้เขยิบเข้าใกล้ จากตอนแรกที่แค่อยู่ในผ้าห่มเดียวกันก็กลายเป็นว่าเฟรินได้อยู่ในอ้อมแขนของลอเรนซ์ไปซะแล้ว

เนื่องจากเตียงมีอยู่เตียงเดียวทั้งสองคนก็นอนด้วยกันมาตลอด แต่ด้วยนิสัยของลอเรนซ์ จึงไม่เคยแม้แต่ที่จะคิดทำอะไรเฟริน

อืม อุ่นดีจัง เฟรินครางเบาๆ ขณะที่มุดตัวเข้าไปในอ้อมแขนอบอุ่นของคนตรงหน้า รักพี่ลอเรนซ์ที่สุดเลย

ลอเรนซ์เอามือลูบหัวเฟรินเบาๆ ก่อนจะกระซิบที่ข้างหู พี่ก็รักเธอนะ เฟลิโอน่า

จริงสิ พี่กอดเค้าตั้งหลายครั้งแล้ว แต่มันเหมือนเค้าไม่รู้สึกคุ้นเคยยังไงบอกไม่ถูก เหมือนก่อนหน้านี้ เค้าเคยถูกใครบางคนที่ไม่ใช่พี่กอดมาก่อนแล้ว เฟรินพูดอย่างไม่เข้าใจตัวเอง ส่วนลอเรนซ์ก็กลืนน้ำลายเอื้อกเพราะกลัวเฟรินจะจำได้

ไม่มีหรอก โลกนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้นเฟริน ลอเรนซ์พูดเบาๆ

อืม... เฟรินครางเบาๆ ก่อนจะม่อยหลับไป

แล้วหิมะสีขาวก็ค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาในขณะที่สองคนหลับ จนกระทั่งครอบคลุมพื้นที่โดยรอบให้เหมือนกับถูกปูไว้ด้วยปุยนุ่น

เฟรินขยับเบาๆ เพราะความหนาว ก่อนที่จะทนไม่ไหวแล้วรู้สึกตัวตื่น เธอลุกขึ้นอย่างระมัดระวังไม่ให้คนข้างตัวตื่น เธอรู้ว่าพี่ลอเรนซ์ต้องเหนื่อยกับการทำงานแต่ละวันจึงไม่อยากรบกวน ในใจเธอยังคงสงสัยกับปริศนาที่ว่า ทำไมถึงมีเธอและเขาอยู่ในโลกนี้แค่สองคน

เฟรินค่อยๆ ก้าวไปทางหน้าต่าง ก็พบว่าบริเวณพื้นที่สีเขียวคุ้นตากลับกลายเป็นสีขาวโพลนอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เธอจึงร้องขึ้นด้วยความตกใจ

พี่ลอเรนซ์ๆ ดูนี่สิ จู่ๆ รอบกระท่อมเราก็กลายเป็นสีขาวหมดเลย ไม่ร้องเปล่ายังหันกลับไปเขย่าร่างใหญ่เบาๆ ให้รู้สึกตัว

ลอเรนซ์ค่อยๆ ขยี้ตาเบาๆ ก่อนที่จะขยับเปลือกตาบางขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาสีอเมธิสต์ที่จ้องคนปลุกอย่างแปลกใจ

ก็ข้างนอกกระท่อมน่ะสิ พี่ลอเรนซ์ มันกลายเป็นสีขาวไปหมดแล้ว เพราะอะไรก็ไม่รู้ เฟรินฉุดแขนลอเรนซ์ให้รีบลุกมาดู ซึ่งคนถูกฉุดก็ยอมทำตามแต่โดยดี

อ๋อ หิมะน่ะ ลอเรนซ์ตอบ

หิมะ... มันคืออะไรหรือพี่ เฟรินถามกลับหน้าฉงน

ก็พออากาศหนาวมากๆ ก็จะทำให้น้ำในอากาศแข็งตัวแล้วกลายเป็นหิมะตกลงมายังไงล่ะ เนี่ยถ้าลองไปดูที่แม่น้ำ ก็คงจะกลายเป็นน้ำแข็งไปซะหมดแล้วแน่ๆ ลอเรนซ์พูดเพลิน ด้วยตอนนี้ติดนิสัยที่ว่าต้องสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้เฟรินที่ความจำเสื่อม บางทีเราก็ยังเปรียบคนที่มีนิสัยเย็นชา ไร้อารมณ์ ว่าเป็นน้ำแข็ง

หิมะ... เปรียบเทียบคนเย็นชา ไร้อารมณ์ว่าน้ำแข็ง... เฟรินพึมพำทวนอย่างจะพยายามนึกอะไร คนหลุดปากพูดเลยเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบเปลี่ยนเรื่องโดยไม่ทันคิด

เอ่อ เฟรินออกไปดูข้างนอกกันไหม

เฟริน... เค้าชื่อเฟลิโอน่าไม่ใช่หรือพี่ เฟรินถามอย่างงงๆ แต่แล้วทำไม เค้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อเฟรินอย่างบอกไม่ถูก เฟรินเริ่มเลิ่กลั่กมองไปทั่ว เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นกุมหัวตัวเอง โอ๊ย พี่ลอเรนซ์ เค้าปวดหัวจังเลย เฟรินทรุดตัวลงไปนอนดิ้นกับพื้นอย่างทรมานจนสลบไป

เฟริน... เฟลิโอน่า เป็นอะไรไป ลอเรนซ์ถามอย่างกังวล นี่ ตัวการเรื่องนี้น่ะ ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ

อะไรอีกล่ะ เสียงแหลมเล็กดังขึ้น หลังจากที่ไม่ได้ยินเสียนาน อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ไปซะแล้ว

อย่ามาทำไก๋ เธอต้องรู้ดีว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ลอเรนซ์พูดเสียงเครียด

โธ่ ก็ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าชาตินี้ หล่อนก็ไม่มีวันจำได้อีก อาการของคนความจำเสื่อมตามปกติแล้วพอมีอะไรกระตุ้นความทรงจำเก่า ก็จะปวดหัว แล้วบางทีก็อาจจะทำให้ความจำฟื้นคืน แล้วก็จะทำให้อาการปวดหัวหายไป แต่เคสนี้ ปวดให้ตายยังไงก็ไม่มีทางฟื้นความจำได้

แล้วจะทำยังไงล่ะ

ก็ปล่อยให้แม่นี่ปวดหัวไปสักพัก เดี๋ยวก็หายเอง ไม่งั้นก็พาไปดื่มน้ำนั่นซะ เสียงแหลมเล็กตอบ

หายปวดนี่ คือจะไม่ปวดอีกใช่ไหม

ใครว่า ก็ถ้าเธอไปกระตุ้นความทรงจำ แม่นี่ก็ต้องปวดเจียนตายอย่างนี้เนี่ยแหละ

สิ้นคำพูด ลอเรนซ์ไม่ต้องใช้เวลาคิดให้นานนัก เขาอุ้มร่างเล็กของเฟรินออกไปจากกระท่อมทันที

อ้าว จะไปไหนล่ะนั่น เสียงแหลมเล็กถาม

จะพาเฟรินไปดื่มน้ำ ลอเรนซ์พูดแล้วรีบวิ่งไปทันที

อ้าว เดี๋ยวก่อน เสียงแหลมเล็กร้องทัก แต่ลอเรนซ์ไม่สนใจรีบพาร่างไร้สติของเฟรินไปยังแม่น้ำแห่งความทรงจำทันที

พ..พี่ลอเรนซ์ จะพาเค้าไปไหน เฟรินถามทันทีที่รู้สึกตัว นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลของเธอมองไปรอบๆ อย่างงุนงง พี่ลอเรนซ์ยังคงอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างอบอุ่น

พี่จะพาไปทำให้ความทรงจำของเธอกลับคืนมา ลอเรนซ์ตอบด้วยความห่วงใย

ความทรงจำ... เฟรินทวน ถ้าเกิดเค้าได้ความทรงจำกลับมาเค้าก็จะไม่ต้องปวดหัวอีกใช่ไหม

ใช่แล้ว ลอเรนซ์ก้มหน้าลงมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน ถ้าเธอได้ความทรงจำกลับมาแล้วจะไม่ต้องปวดหัวอีก

ดีจังเลย เฟรินพึมพำเบาๆ

จะดีหรือลอเรนซ์ เสียงแหลมเล็กดังขึ้น และนี่เป็นครั้งแรกที่เฟรินได้ยินเสียงนี้

พี่ นั่นเสียงใครหรือ ไหนว่าโลกนี้มีเราอยู่กันแค่สองคน คำถามของเฟรินที่คนถูกถามไม่ได้สนใจจะตอบ ลอเรนซ์เงยหน้าขึ้นไปตอบกลับเสียงปริศนานั่น

ดีสิ ฉันไม่อยากเห็นเฟรินต้องมาปวดหัวอีกต่อไปแล้ว

พี่ ตกลงฉันชื่อเฟรินหรือ คำถามที่สอง ที่ก็เป็นอีกครั้งที่โดนคนตอบไม่ใส่ใจ

รู้ไหมว่าถ้าหล่อนดื่มน้ำนี่เข้าไปแล้วความทรงจำที่มีกับเธอจะหายไปหมด คำท้วงที่ทำให้ลอเรนซ์ต้องหยุดกึกทันที

นี่ถ้าความทรงจำของเขากลับคืนมาแล้ว เขาจะต้องลืมช่วงเวลาที่ใช้กับพี่น่ะหรือ... เฟรินถามพลางมองหน้าพี่ลอเรนซ์ที่รัก ตอนนี้ลอเรนซ์ได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไม่เอานะ เค้ารักพี่ เค้าไม่อยากลืมพี่ ถึงสมองเค้าจะลืมแต่ใจเค้าจะคิดถึงพี่ตลอดไป

ใช่แล้ว... เธอคงไม่อยากลืมคนที่เธอรัก...

พี่ผิดเองที่ปล่อยให้เธอต้องลืม... คนนั้นของเธอ...

แต่มันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเธอยังคุ้นเคยกับสัมผัสกอดจากคาโล เธอยังจำบุคลิกความเย็นชาของคาโลได้...

ใช่.. และแม้สมองของเธอจะลืมคาโลได้ แต่ใจของเธอ... ก็ยังคงจำได้ไม่ลืม....

ฉันจะทำให้คนที่สำคัญที่สุดตัวจริงของเธอกลับคืนมา...

คิดพลันลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วรีบวิ่งไปที่แม่น้ำแห่งความทรงจำทันที

นี่ลอเรนซ์คิดดีแล้วหรือไง เสียงแหลมยังคงร้องค้าน เมื่อลอเรนซ์วิ่งไปถึงปลายทาง

พอเถอะฉันตัดสินใจแล้ว ลอเรนซ์พูดพลางวักน้ำขึ้นใส่มือ เตรียมจะป้อนเฟริน แต่เฟรินกลับปัดมือของลอเรนซ์ออกไป

ไม่เอา พี่ลอเรนซ์ เค้าไม่อยากลืมพี่ เค้ารักพี่ๆๆๆ พี่ได้ยินไหม พี่คิดบ้างไหมว่าถ้าเกิดเค้าจำเรื่องพี่ขึ้นมาได้อีกทีเค้าจะรู้สึกยังไง เค้าจะรู้สึกยังไงที่รู้ว่าตัวเองลืมคนที่รักที่สุดได้ลงคอ คำพูดที่แทงเข้าไปตรงใจของลอเรนซ์อย่างที่คนฟังเถียงไม่ออก

ก็ใช่ไง ก็เพราะอย่างนี้พี่ถึงต้องให้เธอดื่มน้ำ ลอเรนซ์พูด เพราะพี่ไม่ใช่คนที่เธอรักที่สุด ตอนนี้ต่างหากที่เธอลืมเขาคนนั้นของเธอไป เขาวักน้ำขึ้นมาใส่มืออีกครั้ง แต่เฟรินก็ยังปัดออก คราวนี้เอามือมากุมปากตัวเองไว้แน่นด้วย

ไม่เอา ถึงแม้คนที่เค้าลืมไปตอนนี้จะเป็นใครก็ช่าง เค้าไม่สน เค้ารักพี่คนเดียว เค้าอยากจะรักพี่ เค้าจะรักตลอดไป เฟรินพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ครั้นแล้วทำนบน้ำตาของเธอก็พังครืน นี่เป็นครั้งแรกในความทรงจำ ที่พี่ลอเรนซ์ขัดใจเธอขนาดนี้ หรือพี่ไม่รักเค้าแล้ว พี่เลยจะให้เค้าลืมพี่เพื่อตัดความรำคาญ

โธ่ ไม่ใช่อย่างนั้นนะเฟริน คราวนี้พอลอเรนซ์จะแก้ตัวเฟรินก็ปิดหูไม่ฟังท่าเดียว สุดท้ายลอเรนซ์ก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างปลงอนิจจัง

เฟริน... ลอเรนซ์พึมพำเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจ จุ่มหน้าลงไปในแม่น้ำแห่งความทรงจำ

นั่นพี่จะทำอะไรน่ะ เฟรินถาม ทันใดนั้นลอเรนซ์ก็หันหน้ากลับขึ้น จับแขนสองข้างของเฟรินไว้ แล้วเข้าประกบริมฝีปากบางทันที

อื้อ พี่ลอเรนซ์ เฟรินพูดเสียงอู้อี้เพราะโดนประกบปากอยู่ในขณะที่มือก็พยายามจะดิ้นให้หลุดออกจากพันธนาการ

อืม... ลอเรนซ์ครางเบาๆ น้ำจากแม่น้ำแห่งความทรงจำค่อยๆ ถูกส่งผ่านตามปลายลิ้นของลอเรนซ์ที่ค่อยๆ เข้าไปตวัดกับลิ้นของเฟริน น้ำบางส่วนไหลรินออกมาจากปากบาง เนื่องจากถูกจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว

อือ... เฟรินร้องเบาๆ ก่อนที่จะกลืนน้ำเข้าไป แล้วค่อยๆ หยุดดิ้น

ร่างบางทรุดตัวหมดสติลงในอ้อมแขนของชายหนุ่ม

ถ้าอย่างนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ในโลกนี้ต่อไปแล้วสินะ ลอเรนซ์ เสียงแหลมเล็กถาม คนตอบพยักหน้าเบาๆ

แล้วโลกของเสียงปริศนาก็ค่อยๆ หายไป แต่ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกแยกออกจากเฟริน ลอเรนซ์ก็กระซิบเบาๆ เข้าที่ข้างหูของสาวน้อยที่ตนรักสุดหัวใจ

ถึงเธอจะลืมช่วงเวลาที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก็ไม่เป็นไร เพราะพี่จะเป็นเก็บทุกเสี้ยวเวลาที่เราใช้ชีวิตร่วมกันไว้ในความทรงจำของพี่ตลอดไป พี่รักเธอนะ เฟริน...

จุมพิตเบาๆ ลงที่หน้าผากของร่างบางในอ้อมแขน แล้วนักบวชหนุ่มก็หลับตาลงรับรู้ถึงสัมผัสที่ค่อยๆ จางหายไป

...

...

เฟริน...

นักบวชหนุ่มลืมตาขึ้นทันทีที่รู้สึกตัว พลางมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าตนกลับมาอยู่ในห้องนอนตามเดิม ลอเรนซ์หันกลับไปดูนาฬิกาบนหัวเตียง ซึ่งก็บอกเวลาเที่ยงคืน อันเป็นการบอกว่าเขาเพิ่งทิ้งตัวลงนอนไปได้ไม่นาน

ไม่มีอีกแล้ว... ร่างของเธอ...

ลอเรนซ์คิดขณะที่กวาดสายตาไปมองข้างตัว

เสียงใสๆ นั่น คงไม่ใช่ของพี่อีกต่อไป...

เฟริน...

+ + + +

นี่ นายเป็นอะไรหรือเปล่าลอรี่ ลูคัสถามเป็นรอบที่สิบห้าแล้ว แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจเห็นได้บ่อยนักจากนักบวชคนนี้

เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร ลอเรนซ์ยักไหล่

ปกตินายต้องขว้างมีดใส่ฉันไม่ใช่เหรอ ทำไมวันนี้ไม่เห็นมีเลย ลูคัสเซ้าซี้

แล้วไม่ดีหรือไงล่ะ ลอเรนซ์หันกลับไปตอบ แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงเอะอะดังมาไม่ไกลนัก

เฮ้ย เฟริน เสียงคิลดังขึ้น แต่ไม่ทันซะแล้ว เพื่อนตัวยุ่งวิ่งตรงเข้าไปหาผู้คุมกฎขี้หงุดหงิดอย่างเบรกไม่อยู่ซะแล้ว

พลั่ก!!!

ทั้งสองคนชนกันอย่างรุนแรง แต่ด้วยสัญชาตญาณของลอเรนซ์ก็กลับพุ่งไปรับร่างของเฟรินที่กำลังจะล้มลงพื้น

หวา! ขอโทษครับรุ่นพี่ เฟรินรีบยกมือไหว้ทันทีที่พบว่าตัวเองกำลังนั่งทับร่างของลอเรนซ์

ไม่เป็นไร ว่าแต่นายเถอะ เป็นอะไรหรือเปล่า ลอเรนซ์พูด พลางออกแรงช่วยดันให้เฟรินลุกขึ้น

ทั้งเฟริน คิล และลูคัส นัยน์ตาสามคู่ต่างเบิ่งกว้าง มองไปยังชายหนุ่มผมทองตรงหน้าที่ยืนขึ้นปัดฝุ่นรอบตัวอย่างประหลาดใจ ซึ่งเจ้าตัวก็พอจะรู้ ก็เลยกลับมาวางฟอร์มใหม่

ถ้านายไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว รีบๆ ไปซะ ลอเรนซ์ไม่พูดเปล่า ขว้างกริชสีเงินใส่เจ้าหัวขโมยตัวก่อเรื่อง ขืนชักช้าฉันเปลี่ยนใจไม่รู้ด้วยนะ

เฮ้ย ไปกันเหอะคิล แล้วเจ้าหัวขโมยก็รีบวิ่งไปทันที โดยไม่หันมาดูเพื่อนที่วิ่งตามหลังเลย

อย่างนี้สิ ค่อยสมกับเป็นนายหน่อยนะ ลอรี่

เฟี้ยว! ฉึก!

นายก็เหมือนกันนะลูคัส ถ้าไม่อยากตายเลิกเรียกฉันว่าลอรี่ได้แล้ว ลอเรนซ์พูดเสียงเครียดตามปกติ

ในที่สุด ลอรี่คนเดิมก็กลับมา ลูคัสพูดอย่างโล่งอก

เฟี้ยว! ฉึก!

แล้วสงครามย่อยๆ ระหว่างลูคัสกับลอเรนซ์ก็เริ่มขึ้นอีกตามปกติ ลอเรนซ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

โดยหารู้ไม่ว่า... มีอะไรบางอย่างกำลังมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกำลังยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ

+ + + +

หืม... ชายหนุ่มร่างใหญ่สะดุดกึ่กทันทีที่เดินผ่านต้นไม้ใหญ่ในลานตะวัน นัยน์ตาสีดำสนิทตวัดจ้องไปยังสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่อยู่ไม่ไกลนัก มีอะไรสนุกนักหรือไง

ก็ไม่เท่าไหร่หรอก เสียงตอบกลับมานั้นแหลมเล็กเสียจนหากมีใครผ่านมาก็คงไม่ได้ยินเพราะเสียงนั้นแหลมเกินกว่าที่คนธรรมดาจะได้ยิน

จริงสิ เมื่อคืนนี้เป็นคืนที่เธอสะสมพลังจากแสงจันทร์เต็มดวงครบเก้าสิบเก้าราตรีนี่ หรือว่า... เธอเอาพลังนั่นไปใช้แล้วเมื่อคืนนี้ ถามพลางจ้องร่างเล็กที่มีขนาดเพียงหัวนิ้วโป้งของเขาเอง ร่างเล็กจ้องกลับและยังคงหัวเราะคิกคักจนคนถามขี้เกียจรอจึงคาดคั้นอีกที ว่าไง อิลลูชั่นนิสท์แฟรี่

สิ่งมีชีวิตร่างเล็กที่ถูกเรียกว่าอิลลูชั่นนิสท์แฟรี่จ้องแววตาคนตรงหน้าที่เปลี่ยนไปฉายประกายที่ทำเอาเธอเริ่มจะหนาวๆ ร้อนๆ จึงรีบตอบทันที

ตอบแล้วๆ ใช่ๆ ฉันเพิ่งใช้พลังไปเมื่อคืนนี้

คนฟังนิ่งเงียบชั่วครู่พลางเอามือลูบคางอย่างครุ่นคิด ก่อนจะพูดขึ้นราวกับนึกอะไรออก

นี่ใช้พลังกับใคร บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะ

โธ่เอ๋ย พ่อซาตานแห่งป้อมอัศวิน อย่าคาดคั้นนักได้ไหม ฉันก็แค่เล่นสนุกไปตามนิสัยของแฟรี่ก็เท่านั้นเอง สิ่งมีชีวิจร่างเล็กส่งสายตาออดอ้อนไปให้

ฉวยโอกาสคืนที่ฉันไม่ได้อยู่พอดีเลยสินะ นี่คงหมายตาจะใช้พลังกับหมอนั่นเพื่อแกล้งฉันนานแล้วสิเนี่ย ชายหนุ่มดุนแว่นขึ้นเบาๆ

โธ่เอ๊ย เอาเป็นว่าพลังของฉันก็ทำให้ลอเรนซ์ได้มีความทรงจำดีๆ เธอไม่ชอบหรือไง

ก็ไม่มีฉันเข้าไปร่วมด้วยนี่นา เสียงเครียดของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นเสียงกลั้วอารมณ์ขัน

ไว้คราวหน้าฉันทำให้เอาไหมล่ะ อย่าโกรธเลยนะ

ไม่ต้อง ฉันไม่อยากให้ลอรี่ต้องโดนเธอใช้พลังสร้างภาพลวงนั่นอีก เกิดคราวนี้ติดใจไม่ยอมออกมาเธอก็ได้สูบความฝันหมอนั่นไปเต็มอิ่มเลยสิ

โอเคๆ คราวหน้าฉันไปเล่นกับพวกเด็กปราการปราชญ์ ปราสาทขุนนางก็ได้

ตามใจ อย่ามายุ่งกับลอรี่ของฉันอีกละกัน จบเสียงของชายหนุ่ม ร่างเล็กก็หายวับไป และไม่ปรากฏว่าเขาจะได้พบเจอกับร่างนั้นอีกเลย

+ + + +

ภาพลวงตา... การกลั่นแกล้งของใครบางคน...

มันอาจจะทำให้คนถูกแกล้งกลับได้ความรู้สึกดีๆ

ความทรงจำดีๆ...

... ที่มีค่ามากที่สุด..ในชีวิต ...


edit @ 2005/05/18 22:37:46

เพิ่งจำได้ว่าวันเกิดท่านอา หุๆ ลองแต่งฟิกเผาโคตรๆ ดู ไม่หนุกก็อย่าว่านะ ตั้งใจสุดๆ แล้ว (รู้สึกว่าสำนวนจะห่วยแตกน่าดู)

"หงิง...หงิง..." เสียงครางของหมาน้อยตัวหนึ่งดังขึ้นมาจากกลางลานตะวันไม่ไกลจากที่ที่"เขา"ยืนอยู่ ก็เลยบังเกิดความสงสัยและเดินเข้าไปหาต้นเสียง

"อ้าว มาจากที่ไหนล่ะเนี่ย" ชายหนุ่มก้มลงมองลูกหมาที่มีขนปุยสีน้ำตาล รอบตามันมีขนสีดำขึ้นเป็นวงราว ลูกตาสีดำของมันจ้องร่างมนุษย์ตรงหน้าอย่างออดอ้อน

"คิล อยู่ไหน" เสียงใสตะโกนเรียกหาเพื่อนสนิทของตนดังใกล้เข้ามา เรียกให้บุรุษเจ้าของนามหันกลับไปตะโกน

"อยู่นี่เฟริน มาดูอะไรนี่สิ" คิลตอบกลับพลางกวักมือเรียกเพื่อนสนิท นัยน์ตาสีม่วงเป็นประกายระริกอย่างพอเดาได้ว่ามันกำลังคิดอะไรที่แผลงๆ อยู่แน่ๆ เฟรินเลยรีบวิ่งไปทันที

"มีอะไรเหรอ" ไม่ต้องรอคำตอบ นัยน์ตาสีน้ำตาลก็ตวัดไปเห็นลูกหมาน้อยตัวหนึ่งถูกทิ้งไว้ในกล่องใกล้ๆ กับพุ่มไม้ตรงลานตะวัน รอยยิ้มบางอาบบนใบหน้าของสาวน้อยทันที

"ได้สัตว์ที่จะเอาไว้ทดลองเวทย์จากหนังสือเล่มใหม่ของไอ้กวางนั่นแล้วสินะ" คิลยิ้มกว้างตาม หมาน้อยที่พอจะฟังภาษาคนออกก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก

"นั่นสินะ" ว่าแล้วคทาพิชิตโลกันตร์ก็ถูกเรียกเข้ามือของสาวน้อยตัวดีพร้อมทั้งหนังสือเวทย์บ้าๆ จากเดมอส

"โอม จักราเทพสมุทร..."

"เฟรี่!!" ไม่ทันที่เจ้าตัวดีจะได้เสกคาถา เสียงทุ้มต่ำก็ขัดขึ้นมาจากข้างหลังให้คนจะร่ายเวทย์กับผู้สมรู้ร่วมคิดหันหลังมามองพร้อมกับยิ้มแหยๆ

"ง่า รุ่นพี่ลูคัส" เฟรินรีบซ่อนเจ้าหมาน้อยโชคร้ายนั่นไว้ข้างหลังทันที พร้อมกับคิลเดินเข้ามาบังอย่างรู้หน้าที่

"อะไรอยู่ข้างหลัง" ไม่พูดเปล่ายังเดินเข้ามาแล้วชะเง้อมองอย่างสงสัย "คิดอะไรแผลงๆ หรือเปล่า!!"

คำถามเสียงเครียดที่ทำให้คนต้นคิดไม่คิดจะทำต่อรีบวิ่งหนีไป ทำเอาคนจะลงมือกระทำต้องหงุดหงิด

"ไอ้คิล ทิ้งกันงี้เลยเหรอวะ" ไม่พูดเปล่า เรื่องอะไรจะทนอยู่ต่อให้โดนด่า เผลอๆ อาจโดนลงโทษได้ง่ายๆ สาวน้อยจอมแก่นเลยรีบวิ่งหนีไปโดยทิ้งหมาน้อยไว้ข้างหลัง

"หืม..." ซาตานแห่งป้อมอัศวินเหลือบมามองสิ่งมีชีวิตน้อยๆ ตรงหน้าที่ส่งสายตาออดอ้อนมาให้ (อีกละ)

"น่ารักจังเลย" คำพูดที่คาดไม่ถึงหลุดออกมาจากปากของลุคัส ซาโดเรีย พร้อมทั้งเจ้าตัวก็ก้มลงไปเก็บหมาน้อยนั่นมาไว้ในอ้อมกอด "เก็บไปเลี้ยงในห้องดีกว่า" กล่าวพลางลูบหัวหมาเบาๆ "ชื่อเอเอละกันนะ แกน่ะ" ว่าแล้วก็เดินกลับไปที่ห้องทันที

แล้วหมาเอเอก็นั่งยิ้มอยู่ในอ้อมอกของลูคัสอย่างมีความสุข

+ + + +

ไร้สาระ โคตรๆ แต่งมาได้ไงเนี่ย เอาเปนว่านี่ล่ะของขวัญ หุๆ

ชื่อเรื่อง : Felins the Decision - Baramos or Demos ?

ช่วงเวลา : หลังภาค 2

Note: ก็แต่งหลังจากอ่านภาค 2 แปบเดียวเอง ตอนนั้นนึกว่าไฮคิงไม่ตาย ในเรื่องก็เลยมีไฮคิงอยู่อะ แล้วเรื่องนี้ตอนลงในเล่มรวมฟิกจะมียืดเยื้อออกไปอีกเล็กน้อย เพื่อความสมบูรณ์อะนะ ใครอยากเหนสภาพที่อีดิทแล้วก็รีบๆ จองมานะ หุๆ ^^ เล่นง่ายแฮะ

เฟริน.. เฟริน... เสียงปลุกเจ้าคนขี้เซาดังขึ้นอย่างอ่อนโยน

อื้อ... เจ้าตัวดีส่งเสียงครางออกมาเบาๆ พลางขยับตัวหันไปนอนตะแคงอีกด้าน

เฟริน ตื่นสิ คนปลุกยังคงปลุกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

แพขนตาสีน้ำตาลค่อยๆ ขยับขึ้นเบาๆ แต่พอเจ้าตัวดีเห็นภาพของคนปลุกตรงหน้าก็รู้สึกหมั่นไส้กับความหล่อของมันที่ทำให้ใจเขาหวั่นไหวได้เสมอ เขาจึงแสร้งทำบิดตัวกลับไปอีกข้าง ไม่ยอมตื่น

คนปลุกรู้ทัน จึงหาวิธีแก้เกม

เฟริน ถ้านายยังไม่ยอมตื่นฉัน...

ทำไม คนอย่างแกจะทำอะไร ยังไงฉันก็ไม่ตื่น ดูซิจะทนปลุกต่อไปได้อีกกี่น้ำ

เฟรินนอนตะแคงหลับตาพริ้มกวนๆ อย่างชวนให้คนปลุกอย่างเขาอดใจแทบไม่ไหว เขาค่อยๆ ขยับตัวขึ้นไป

ฉันจะ... คาโลก้มหน้าไปกระซิบข้างหูเฟริน

เฟรินสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจเบาๆ ของคนบางคน ทำเอาเขาไม่กล้าแกล้งหลับต่อรีบตื่นทันที แต่ไม่ตื่นเปล่า เอาอวัยวะเบื้องล่างถีบคนปลุกกระเด็นตกเตียงทันที

ไอ้บ้า แกจะทำอะไรน่ะ ยังไงฉันก็เจ้าหญิงนะเว้ย เฟรินด่าฉอดๆ

คาโลคนถูกถีบได้แต่คลำท้องป้อยๆ เจ้าหญิงประสาอะไรถีบหนักอย่างกับช้าง ทำเอาอารมณ์โรแมนติกที่มีตั้งแต่เช้าหายหมด คาโลกลับเข้าสู่โหมดเจ้าชายน้ำแข็งผู้เย็นชาอีกครั้ง

ตื่นก็ดีแล้ว เจ้าหญิงประสาอะไรนอนกินบ้านกินเมือง คาโลปรายตามองอย่างเย็นชา ทำเอาเฟรินหงุดหงิด

พูดมากน่ะ ไอ้บ้า ใครใช้ให้แกเล่นอะไรไม่รู้เรื่องแต่เช้า

เช้า นี่นายคิดว่ากี่โมงแล้ว คาโลพูดอย่างเยือกเย็น นายตื่นก็ดีแล้ว ฉันไปก่อนล่ะ

เฟรินที่รู้ตัวว่าผิดเริ่มก้มหน้าสำนึก แต่พอได้ยินว่าคาโลจะไปเลยรีบถาม

ไปไหน นายจะไปไหน

ไปหาเรนอน คาโลตอบห้วนๆ ให้คนฟังใจเสีย

เฮ้ย แล้วฉันล่ะ เฟรินเริ่มหงุดหงิดที่คนตรงหน้ากำลังจะทิ้งเขาไป

ก็นายเพิ่งถีบฉันออกมานี่ คาโลเริ่มรำคาญ ฉันก็ไม่อยากอยู่กับนายนักหรอก

ไม่ได้ นายต้องอยู่กับฉัน เฟรินรีบเข้าไปคล้องแขนเจ้าชายที่ตอนนี้น็อตหลวมเข้าสู่โหมดคนขี้งอนให้เขาง้อ เฟรินมองหน้าคาโลด้วยนัยน์ตาสำนึกผิด

คาโลถอนหายใจเบาๆ อย่างปลงตก ก็ได้ๆ อยู่ก็อยู่

เอ๊ะ แล้วนี่ไอ้คิลไปไหนล่ะเนี่ย เฟรินถามขณะที่แขนก็ยังควงคาโลอยู่

ไม่รู้สิ ฉันมัวแต่ปลุกนายอยู่ คาโลมองเจ้าหญิงตัวดีที่ไม่ยอมปล่อยเขาสักที แล้วเสียงของคนที่ถูกถามหาก็ดังขึ้นหน้าประตูห้อง

เฮ้ย เฟริน คาโล มีข่าวใหญ่ว่ะ คิลรีบวิ่งเข้ามาบอกอย่างรีบร้อน

ข่าวอะไรของนาย คิล เฟรินถาม

ก็มีราชโองการจากไฮคิงมาถึงนายน่ะสิ เฟริน ท่าทางจะเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลโมธีให้มาตามนายไปพบด้วยแน่ะที่ปราสาท คิลตอบไปหอบไป

เรื่องอะไรกัน เฟรินมองหน้าคาโลเชิงถาม

ฉันจะไปรู้หรือ อยากรู้ก็รีบไปสิ

งั้น ไป เฟรินรีบวิ่งทั้งๆ ที่แขนยังควงคาโลอยู่ ทำเอาเพื่อนร่วมป้อมที่เห็นพวกเขาวิ่งผ่านไปซุบซิบแซวตลอดทาง

ปล่อยสักทีได้ไหม เฟริน คาโลถามอย่างเริ่มอาย

อะไร นายอายเหรอ เฟรินถามกลับอย่างกวนๆ ก็ดี งั้นฉันจะควงนายไปตลอดทาง

คิลที่วิ่งตามมาข้างหลังได้แต่ส่ายหัวอย่างปลงอนิจจา

อาจารย์ฮะ เฟรินรีบพูดทันทีที่ไปถึง มีอะไรหรือฮะ

อ้อ อาจารย์เจ้าชายชามัลรับราชโองการมาจากไฮคิงน่ะ พวกเจ้าฟังเองแล้วกัน เลโมธียิ้มให้อย่างเอ็นดู

ราชโองการแห่งไฮคิง อาจารย์เจ้าชายเริ่มกางแผ่นราชโองการออก เจ้าหญิงเฟลิโอน่า เกรเดเวล รับราชโองการ

แล้วเฟริน คาโลและคิล ก็คุกเข่ารับฟังราชโองการ

เนื่องจากเฟลิโอน่า เกรเดเวล ถือกำเนิดจาก อลิเซีย ฟาโรเวล เจ้าหญิงแห่งบารามอส กับ เอวิเดส เกรเดเวล จอมราชาแห่งเดมอส ดังนั้นเฟลิโอน่า ต้องได้รับการแต่งตั้งยศให้เป็นเจ้าหญิง แต่ด้วยเหตุที่มีคนคิดปองร้ายจึงต้องเลื่อนการแต่งตั้งยศมาจนถึงทุกวันนี้ บัดนี้เหตุการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว จึงเห็นสมควรให้จัดงานพิธีแต่งตั้งให้เฟลิโอน่า เกรเดเวล รับตำแหน่งเจ้าหญิงแห่งบารามอสและเดมอส แต่ทว่า ไม่เคยมีปรากฏว่าเจ้าหญิงองค์ไหนจะสังกัดเมืองถึงสองเมือง ดังนั้น ก่อนจะถึงพิธีแต่งตั้งฐานะที่จะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้า เฟลิโอน่า เกรเดเวล จะต้องเลือกว่าจะเป็นเจ้าหญิงของบารามอสหรือเดมอส อาจารย์เจ้าชายละสายตาจากราชโองการมามองที่หลานสาว จบราชโองการ

เฟรินลุกขึ้นแล้วรับราชโองการของพระเจ้าตามาไว้อยู่ในมือ

คิดให้ดีๆ แล้วกัน หากเธอเลือกที่จะเป็นเจ้าหญิงแห่งเดมอสก็อาจจะไม่ได้เรียนที่โรงเรียนเอดินเบิร์กอีก แต่หากเธอเลือกที่จะเป็นเจ้าหญิงแห่งบารามอสแล้ว คงจะไม่สะดวกที่จะไปหาพ่อของเธอที่เดมอสบ่อยๆ ล่ะนะ อาจารย์เจ้าชายชามัลกล่าวแล้วเดินออกไป

เฮ้ย เฟรินแล้วแกจะเลือกที่ไหนดีวะ คิลถาม แต่เฟรินได้แต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา

+ + + +

นี่ๆ เฟริน นายจะเลือกอันไหนดีล่ะ คิลถามเมื่อกลับมาถึงห้อง

คงจะเป็นบารามอสน่ะแหละ อย่างที่อาจารย์เจ้าชายพูด ถ้าเลือกเดมอสฉันก็คงไม่ได้เรียนที่นี่ต่อ ท่านพ่อคงเรียกกลับแน่ เฟรินถาม แต่ฉันอยากจะลองใจไอ้คาโลมันหน่อยว่ามันจะรั้งฉันไว้หรือเปล่า นายไม่ต้องไปบอกมันนะ

คิลชักใจไม่ดีกับเรื่องไร้สาระที่เพื่อนข้างตัวกำลังจะทำ ไม่ทันห้ามคาโลก็เดินเข้ามาพอดี

นี่ๆ คาโล เฟรินรีบวิ่งเข้าไปหา ทำหน้าลำบากใจแล้วแสร้งถาม ฉันว่าฉันจะเลือกเดมอสล่ะ

แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้เขาหงุดหงิด

เรื่องของนาย เลือกเดมอสหรือบารามอสก็เรื่องของนายยังไงก็ไม่มีผลกับฉันอยู่แล้ว คาโลยังทำหน้านิ่ง อ้อ หรือนายจะโดดงานแต่งตั้งนั่นแล้วเป็นหัวขโมยต่อก็เหมาะดีนะ

คาโล เฟรินตะโกนเสียงดังอย่างไม่พอใจ นี่แกไม่คิดจะรั้งฉันไว้หน่อยเลยหรือไงกัน คนบ้า

เฟรินหยิบหมอนบนเตียงเขวี้ยงใส่คาโลแล้วเดินตุ๊บป่องออกไป

เฮ้ย คาโล ทำไมนายพูดกับมันอย่างนั้นอะ รู้อยู่ว่าตั้งแต่เป็นผู้หญิงแล้วน้อยใจง่าย คิลพูด

คาโลมองหน้าคิลอย่างปลงๆ ก่อนจะตอบออกไป

ก็ฉันบอกแล้วว่าไม่ว่ามันจะเลือกอะไรก็ไม่มีผลกับฉันอยู่ดี แล้วคาโลก็หยิบคทาพิพากษาเตรียมจะเดินออกไป อ้อ ฉันไปก่อนนะ มีธุระ

แล้วคาโลก็ทิ้งให้คิลยืนงงอยู่คนเดียว

อะไรของมันวะ

+ + + +

เมื่อวันงานมาถึง พิธีถูกจัดขึ้นที่ลานตะวันในป้อมอัศวินอย่างเรียบง่าย เพื่อนๆ ทุกคนในป้อมอัศวินต่างพากันมาเป็นสักขีพยานพิธีแต่งตั้งครั้งนี้ รวมไปถึงคณะเดินทางแห่งเดมอสและไฮคิงที่จะเป็นผู้แต่งตั้งฐานะให้

หลานตา เป็นยังไงบ้างสบายดีไหม ไฮคิงถามอย่างห่วงใย แต่ดูท่าจะไม่สบายเท่าไหร่นี่ ตาแดงเชียว

ไม่เป็นไรหรอกกระหม่อม เฟรินตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ จะไม่ให้แดงได้ไงล่ะ ก็ไอ้คนใจร้ายใจดำนั่นมันไม่ยอมพูดกับเขาเลยตั้งแต่เมื่อสามวันที่แล้ว บอกว่ามีธุระโน่นธุระนี่ ขนาดเขาบอกว่าจะเลือกเป็นเจ้าหญิงเดมอสยังไม่สนใจ

แล้วเลือกได้แล้วหรือยังว่าจะเอาเมืองไหน ไฮคิงถามอีก

เลือกได้แล้วกระหม่อม นัยน์ตาของเฟรินแสดงออกถึงความหงุดหงิดสุดๆ

เจ้าหญิงจะเลือกเดมอสใช่ไหมกระหม่อม เสียงเล็กๆ ของเจ้าโคมุสดังขึ้น คณะเดินทางจากเดมอสมาถึงแล้ว

ไม่ว่าลูกจะเลือกที่ไหนก็ยังเป็นลูกพ่อนะ เอวิเดสเดินมาลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน ยังไงซะก็เลือกตามที่ใจปรารถนาเถอะ

เฟรินไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ เขารู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก นี่ขนาดถึงวันแต่งตั้งแล้วมันก็ไม่ยอมสนใจ แถมตอนนี้ก็ไม่อยู่ในงานเสียอีก ทั้งๆ ที่เพื่อนคนอื่นๆ ก็อยู่เต็มไปหมด ทำไมกัน

เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว เลโมธีพาเฟรินขึ้นไปอยู่หน้าปะรำพิธี

เฟริน เลือกบารามอสนะ เสียงเพื่อนๆ ตะโกนเชียร์มา

ไม่ได้ๆ องค์หญิงจะต้องเลือกเดมอสนะกระหม่อม เสียงเจ้าโกโดม โคมุสโต้กลับ

ขอโทษนะ เพื่อนๆ ฉันอยากเลือกบารามอสแต่ว่า... ฉันไม่อยากจะอยู่กับไอ้คนใจดำนั่นอีก

ถึงเวลาที่ต้องประกาศแล้วหลานรัก ตกลงเจ้าจะเลือกเป็นเจ้าหญิงเมืองไหนกันแน่ ไฮคิงผู้รับหน้าที่เป็นคนแต่งตั้งยศให้เฟรินถามอย่างเอ็นดู

หม่อมฉันเลือกเด... ไม่ทันที่เฟรินจะตอบก็มีคนตะโกนขัดขึ้นมา

ช้าก่อน

เสียงนั้นเรียกให้ทุกคนหันไปดูว่าใครเป็นต้นเสียง

คาโล เฟรินยืนตะลึงทำอะไรไม่ถูกสักพัก ก่อนจะพูดประชดใส่ นายมาทำไมกัน ฉันจะเลือกที่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับนายไม่ใช่เหรอ

ใช่ ไม่มีผลใดๆ กับฉันทั้งสิ้น คาโลยิ้มให้อย่างอ่อนโยนชวนให้เฟรินเริ่มอ่อนใจ

อะไร แล้วนายมาทำไม ตอนนี้ เฟรินไม่กล้าสบตากับคาโล ได้แต่ก้มหน้าก้มตามองพื้นอย่างเดียว

คาโลค่อยๆ ก้าวขึ้นมาหน้าปะรำพิธี

ก็เพราะว่า... คาโลพูดพลางเสกของบางอย่างขึ้นมาในมือ นี่ไง...

คาโลเปิดหีบเล็กๆ ในมือออก ของที่อยู่ในนั้นทำเอาเฟรินงงไปสักพักนึง พวกคนดูก็อยากรู้กันว่ามันคืออะไร ต่างชะเง้อคอมองกันเป็นทิวแถว

ไฮคิงมองหน้าไอ้หนุ่มคนที่บังอาจมาขัดขวางงานพิธีอย่างแปลกใจ

นี่เพื่อหลานเรามันกล้าทำถึงขนาดนี้เชียว

เฟริน ไม่ว่าวันนี้นายจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าหญิงแห่งบารามอสหรือเดมอสก็ไม่สำคัญเพราะว่าวันนี้ฉัน... คาโลหยุดพูดพลางหยิบของในหีบออกมาเบาๆ มันคือสร้อยคอที่ทำจากไข่มุกแสงจันทร์ วันนี้ฉันขอให้นายเป็นพระชายาแห่งคาโนวาล นายจะตกลงไหม

ทำนบน้ำตาของเฟรินพังครืนด้วยความดีใจ ผู้คนต่างส่งเสียงโห่ร้องเชียร์คนทั้งคู่

เอาเลย เฟริน เอาเลย เสียงเพื่อนๆ ในป้อมเชียร์กันอย่างออกนอกหน้า

เฟรินเช็ดน้ำตามองหน้าท่านพ่อและพระเจ้าตา ซึ่งยิ้มให้เป็นคำตอบ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับแต่โดยดี แล้วในที่สุดคาโลกับเฟรินก็ได้ลงเอยกันอย่างมีความสุข


edit @ 2005/04/27 23:33:48